ส่อคดีพลิก แม่อุ้มลูก 10เดือนติดโควิด โวยโรงพยาบาลไม่รับ!

ข่าววันใหม่

ก่อนหน้านี้ มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ได้ไลฟ์สด ร้องไห้อุ้มลูกวัย 10 เดือน มีไข้ขึ้นสูง โดยเธอบอกว่า เด็กติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในรถยนต์ ขณะจอดรถอยู่ในโรงพยายาลแห่งหนึ่ง โดยสามีได้ลงไปพูดคุยกับพนักงานโรงพยาบาลคนหนึ่ง หลังจากพาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาล 3 แห่งแล้วแต่ถูกปฏิเสธรักษา

ไปมา 3 โรงบาลแล้วอะไม่มีใครรับเลย น้องไข้ขึ้นสูงมากไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ไม่รู้จะไปหาโรงบาลที่ไหนแล้วอะ

.

นี่ก็รพ.ที่ 4 แล้วก็ไม่รับ มารพ.เป็นชั่วโมงแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ใครรู้จักช่วงหาทีไม่รู้จะไปหาที่ไหนดี เขาบอกว่า เต็มหมดแล้ว

จากนั้น เธอได้อุ้มลูกลงไปถามพนักงานโรงพยาบาลว่า “ทำไมถึงไม่รับ เด็กแค่ 10 เดือน เขาแย่มากแล้ว ความเป็นจริงโรงพยาบาล ต้องรับไหมพี่ นี่รพ.นี่4แล้ว ลูกหนูแย่แล้ว เป็นหมอ เด็กไม่สบาย ติดโควิดทำไมปล่อยทิ้งแบบนี้” เรื่องนี้มีการแชณ์กันว่อนโลกโซเซียลและพูดถึงกันเป็นจำนวนมาก

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทุกฝ่าย เพราะขณะนี้ทางโรงพยาบาลเอกชนประสบปัญหาเตียงผู้ป่วยล้น ซึ่งหากเกินศักยภาพ ทางโรงพยาบาลเอกชนจะต้องรับผิดชอบในการส่งต่อผู้ป่วย จัดหาเตียงให้ผู้ป่วยด้วย เรื่องนี้ตนจึงชี้แจงทำความเข้าใจกับทางโรงพยาบาลให้ทราบอีกครั้งแล้ว

นอกจากนี้ยังดำเนินการเร่งจัดหาเตียงไว้รองรับผู้ป่วย แม้จะไม่สามารถประเมินได้แต่ก็พยายามหาเต็มที่ โดยการทำฮอสพิเทล หรือนำโรงแรมมาเป็นคู่สัญญากับโรงพยาบาล หรือหากโรงพยาบาลเอกชนรายใด สามารถขยายเตียงเพิ่มได้ภายในพื้นที่ของโรงพยาบาลก็ให้ดำเนินการขยายเตียงได้เลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการพิจารณา

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวได้ชี้แจงว่ามีศักยภาพอยู่ 120 เตียง เมื่อรับผู้ป่วยเกินศักยภาพแล้วจึงจำเป็นต้องปิดรับผู้ป่วย กรณีแบบนี้ ให้โทรฯ มาที่สายด่วน 1668 ของกรมการแพทย์ ซึ่งเป็นศูนย์จัดการเตียงของกรุงเทพมหานคร หรือสายด่วน สปสช. 1330 ซึ่งจะดำเนินการจัดหาเตียงรองรับให้ ตอนนี้ในภาพรวมโรงพยาบาลทุกแห่ง รับคนไข้เต็มจำนวน บางแห่งมีศักยภาพ 120 เตียง แต่รับไปแล้ว 160 เตียง ทั้งที่ตามหลักแล้วถ้ารับไม่ไหวก็จะต้องส่งต่อ

จึงเร่งหาทางออกโดยยกระดับสถานกักกันทางเลือก (ASQ) ให้เป็นฮอสพิเทล ให้โรงแรมจับคู่กับโรงพยาบาลเพื่อรับผู้ติดโควิดเข้ามาดูแลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะนี้ได้มา 2,500 เตียง รวมถึงจะมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่ง เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาโรงพยาบาลเตียงเต็มนั้นแก้ไปได้กว่า 90%

ต่อมาเพจดังได้โพสต์ข้อความระบุว่า “สมมติคดีพลิก ถ้าพ่อแม่เที่ยวไปทั่วจนลูกติด โรงพยาบาลจัดห้องให้แล้วไม่พอใจนี่ เกมพลิกนะ โรงพยาบาลฟ้องคืนได้เลย” และโพสต์อีกว่า “เพจไหน สำนักข่าวไหน ด่าโรงพยาบาลไว้ก็ขอให้โชคดีครับ”

และยัง โพสต์ข้อความโดยอ้างถึงบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่แม่ของลูกวัย 10 เดือนไลฟ์สด ระบุว่า “อาจารย์คะ พ่อแม่ลูก 10 เดือนนี้ มาที่ (โรงพยาบาล) หนูค่ะ รอบแรกเป็น ผอ. (ผู้อำนวยการ) เข้ากับพี่ตรวจการ (ผู้ตรวจการพยาบาล) พยาบาลและน้อง NA (Nursing Assistant หรือพนักงานช่วยการพยาบาล) ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้บอกไทม์ไลน์แน่ชัด ซักประวัติไปมา ไปเที่ยวร้านเหล้าที่หัวหิน ไปห้างที่หัวหิน เสียดายเค้าลบโพสนั้นไปไม่ได้แคปไว้ หลังจากผลบวก ประสานหาเตียงให้ได้ … (ชื่อโรงพยาบาลที่ไลฟ์สด) เวลาในช่วงทำการ บอกไม่ไป ผมมีเงิน ผมมีตังค์จะไปเอกชน ไม่เอารัฐบาลด้วย

มีเงินมีปัญญาจ่าย และน้ำเสียงถ้อยคำที่ดูถูกเจ้าหน้าที่ ไม่ให้พ่อออกจากห้อง Negative (ห้องความดันลบ) เพราะจะแพร่เชื้อก็ไม่ฟัง เดินเข้าเดินออก ต้องห้ามกันหลายๆ ครั้ง และยังขอสูบบุหรี่ในห้องด้วย เราต้องห้ามถึงสงบลงแม่ก็ไม่จับ ไม่เช็ดตัว ไม่ป้อนยาเลย พยาบาลกับน้องผู้ช่วยเราทำตามจรรยาบรรณทุกอย่าง ทำทุกอย่างที่ควรทำ เช็ดตัวให้ก็บอกว่าพอแล้วลูกร้อง ต้องบอกว่าถ้าไม่เช็ดน้องจะไข้ขึ้นสูงชักได้ ถึงยอมให้เช็ด เช็ดเสร็จก็ปล่อยลูกไว้เอาผ้าห่มมาล้อมน้องไว้ เราบอกระวังน้องตกนะคะ ก็มองหน้าเราอีก มีตวาดเสียงใส่ด้วยว่าทำไมไม่ไม่ได้ ผมจะนอนที่นี่ ผมมีตังค์

เราแจ้งว่าประสานให้โรงพยาบาลที่รับโดยตรงก็ไม่เอา จะไปเอกชนที่ดารานอน แนะนำให้กลับบ้านก่อนห้ามออกไปไหน เราจะหาเตียงให้ แต่พ่อแม่ไม่ยอม ไม่พอใจห้องที่เราแนะนำและสอนวิธีเช็ดตัวลดไข้ แนะนำการทานยาลดไข้ก็ไม่สนใจฟัง จนมาอีกทีเที่ยงคืน จะขอแอดมิท (ขอรับเข้าเป็นผู้ป่วยใน) เราเตรียมห้อง Negative ให้ ไม่พอใจ อยากได้ห้องที่เป็นสัดส่วน ถ้าจะนอนตอนนี้ที่จัดเตรียมคือห้องนี้ เพราะด้านบนเรายังมีผู้ป่วยปกติอื่นๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ป่วย Burn (แผลไฟไหม้) จากแก๊สระเบิด ไม่สามารถย้ายขึ้นด้านบนได้ ขอให้อยู่รักษาในห้องนี้ไม่พอใจ จึงให้เซ็นเอกสารปฏิเสธที่เรา

แต่เราก็ไม่ได้ทิ้ง เราพยายามช่วยหา ติดต่อ 1668 (กรมการแพทย์) เวลานั้น 01.15 น. ไม่มีใครรับเพราะนอกเวลาทำการ ติดต่อ 1422 (กรมควบคุมโรค) แม่เป็นคนโทร. พอทาง 1422 ตามที่อยู่จะส่งรถมารับ พ่อปฏิเสธ ถ้าจะมีรถพยาบาลมารับคนอื่นจะรู้ไม่เอา ให้แม่รีบวางสาย เราแจ้งให้นอนพักก่อน แล้วเวลา 08.00 น. เวลาทำการจะประสานให้อีกครั้ง ไม่พอใจบอกจะพาลูกไปหาโรงพยาบาลที่อยู่ด้วยกันได้ แล้วพาลูกออกไป

แล้วมารู้อีกทีคือไปไลฟ์สดแล้วค่ะ ลูกมีไข้ป้อนยาแล้วอ้วกก็ไม่ป้อนซ้ำ ทางเรายินดีทำให้ทักอย่างด้วยความเต็มใจเพราะสงสารเด็ก ขออนุญาตเล่าให้ฟังนะคะ แต่ไม่ขอออกสื่อนะคะ ผู้บริหารบอกว่าเราทำเต็มที่แล้ว ดูแลเต็มที่ นั้นคือความจริง ในสื่อจะเป็นอย่างไรไม่เป็นไร แต่คนเข้าค่ะ เครียดมาก เมื่อคืนพากันนั่งร้องไห้กับน้องๆ น้อยใจ เสียใจ พากันด่า พากันว่าเรา แต่ไม่เห็นถามเรื่องราวทั้งหมด”

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *